รถเบนซ์เบรก สมเด็จช่วง หยุดกึก-เป็นไปตามกรรม!
 หน้าแรก  เข้าสู่ระบบ    สมัครสมาชิก      
ลงประกาศฟรี  |  

 
Column Update!
ชื่นชม'พ่อพระตัวจริง...
ชื่นชม'พ่อพระตัวจริง'อุปการะเด็กมีปัญหาเป็นสามเณ...
ตะลึง! บุกค้นศูนย์เถ...
ลำปาง - เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง พร้อมป่าไม้ ทหาร ตำรวจ บุก...
ดีเอสไอ ขอหมายจับ ธั...
MGR Online - ดีเอสไอ ยื่นคำร้องศาลอาญา ขอหมายจับ “ธัมมชโ...
สมเด็จช่วง ดันทุรังไ...
เมืองไทย 360 องศา           &nb...
พระไพศาล วิสาโล ม็อบ...
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กระเทาะสมณสารูป ‘ม็อบพระ’ ผ่านสัมภ...
พุทธอิสระ เดินหน้าแจ...
นครปฐม - "หลวงปู่พุทธอิสระ" นำเอกสารเข้าแจ้งคว...
ธัมมชโย ศิษย์ข้าใครอ...
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไ...
หลวงพ่อจรัญ พระดีในใ...
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -การละสังขารของ “พระธรรมสิงหบุราจารย...
พาหลงนิพพาน? อู้ฟู่ ...
เป็นวัดที่สังคมกำลังให้ความสนใจ สำหรับ "วัดปากน้ำภา...
หน้าแรก » ศีล สมาธิ ปัญญา
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2016, 10:24:00 AM
885 view | 1 comment
Bookmark and Share
รถเบนซ์เบรก “สมเด็จช่วง” หยุดกึก-เป็นไปตามกรรม! height=385


เมืองไทย 360 องศา
       
        “เบื้องต้นได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้วว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานเอกสารพบว่ารถคันดังกล่าวมีการนำเข้าผิดกฎหมาย แต่เมื่อพบว่ารถมีความผิดก็ต้องไปดูว่าผิดอย่างไร ซึ่งอธิบดีดีเอสไอจะเป็นคนแถลงชี้แจงในรายละเอียดทั้งหมด ส่วนผู้ครอบครองจะมีความผิดหรือไม่นั้น จะมีขั้นตอนแต่ละขั้นตอน คือพนักงานสอบสวนก็จะดูว่าผู้ครอบครองรถรู้หรือไม่ จงใจหรือไม่ ซึ่งตรงนี้อธิบดีดีเอสไอจะเป็นผู้ชี้แจงให้ทราบ”
       
        นั่นเป็นคำพูดของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบรถยนต์โบราณยี่ห้อเมอร์เซเด ส-เบนซ์ ขม 99 ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
       
        ขณะเดียวกัน มีรายงานว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมแถลงข่าวคดีรถหรูโบราณของสมเด็จช่วงในวันที่ 18 ก.พ.นี้ นอกจากนี้ ดีเอสไอก็จะแถลงคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งมีพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเกี่ยวข้องในเรื่องรับเช็คบริจาคด้วย
       
        หากพิจารณาจากคำพูดดังกล่าวของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ชี้ว่า “สมเด็จช่วง” ครอบครองรถโบราณผิดกฎหมาย เลี่ยงภาษี สรุปว่า “มีความผิด” เพียงแต่ว่าเขารอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในการตรวจสอบโดยตรงคือกรมสอบสวนคดี พิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นฝ่ายแถลงรายละเอียดเองในวันที่ 18 กุมภาพันธ์เท่านั้น
       
        แน่นอนว่าเมื่อผลออกมาเป็นแบบนี้ย่อมต้องทำให้ “สมเด็จช่วง” เกิด “ความมัวหมอง” ซึ่งคงไม่ใช่เป็นแบบที่ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดงซึ่งเป็นคนสนับสนุนคนสำคัญพยายามบิดเบือนว่าสมเด็จช่วงถูก ใส่ร้ายป้ายสีเพื่อขัดขวางไม่ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามหลักฐานและที่สำคัญต้องอธิบายกับสังคมได้อย่างตรง ไปตรงมาเท่านั้นต่างหาก
       
        นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมกันก็คือ ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ น่าจะเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง เพราะตามรายงานระบุว่านอกจากจะมีการแถลงรายละเอียดของคดีสมเด็จช่วง เกี่ยวกับการครอบครองรถยนต์แบบผิดกฎหมายแล้ว ยังมีอีกหนึ่งคดีที่เป็นแบบ “คนละเรื่องเดียวกัน” นั่นคือคดีทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ที่เกี่ยวโยงกับ “พระธัมมชโย” เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่เกี่ยวข้องกับการรับเช็คบริจาคอีกด้วย เพราะที่บอกว่าเกี่ยวข้องกันก็ในฐานะที่มีการสถาปนาเป็นวัดพี่วัดน้องกัน และทั้งสองฝ่ายก็มีการอุปถัมภ์ค้ำชูซึ่งกันและกันมาตลอด ดังนั้นจึงน่าลุ้นอย่างยิ่งว่าอีกคดีหนึ่งที่เกี่ยวกับคดีรับเช็คเงินบริจาค ของ พระธัมมชโย วัดพระธรรมกายในวันเดียวกันนี้ผลจะออกมาอย่างไร ถ้าผิดก็ถือว่า “โดนสองเด้ง” กันเลยทีเดียว นั่นคือผิดทั้งสมเด็จช่วง และพระธัมมชโย อย่างไรก็ดีต้องรอฟังการแถลงออกมาอย่างเป็นทางการก่อน
       
        แต่สำหรับ “สมเด็จช่วง” เส้นทางข้างหน้า หลังจากสิ้นเสียงของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่ระบุว่ามีความผิดในคดีครอบครองรถยนต์โบราณ ถือว่า “สะดุดหยุดกึก” ลงทันที เพราะนี่คือความ “ด่างพร้อย” ที่พระเถระจะถูกนำเสนอขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ไม่ได้เป็นอันขาด นอกเหนือจากเรื่องต้นตอความขัดแย้งในสังคมที่กำลังลุกลามบานปลายออกไป เรื่อยๆ
       
        ที่สำคัญเรื่องดังกล่าวแม้ว่าจะเป็นคนละเรื่องกับ “คนห่มเหลือง” ก่อม็อบเสนอกดดันให้เสนอชื่อสมเด็จช่วงขึ้นเป็นพระสังฆราชพระองค์ใหม่โดย เร็ว แต่ก็มีความเชื่อมโยงถึงกัน ทั้งกลุ่มสงฆ์และกลุ่มการเมือง เพราะเมื่อพิจารณาตามเส้นทางจากอดีตจนถึงปัจจุบันก็คือพวกเดียวกัน นั่นคือ สมเด็จช่วง-วัดพระธรรมกาย-เครือข่ายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจากเหตุการณ์ก่อม็อบดังกล่าวกลายเป็นว่า “ภาพติดลบ” ในสายตาคนไทยไปในที่สุด
       
        แน่นอนว่าไม่สวยงามอย่างยิ่งหากนาทีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะเสนอชื่อขึ้นไป เพราะแนวโน้มก็ต้องเป็นไปตามคำพูดของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกฯ ที่กล่าวเอาไว้ว่าหากยังไม่เรียบร้อย ยัวมีความขัดแย้งกันอยู่แบบนี้ก็ตืองพิจารณาให้รอบคอบ ต้องรอก่อน อะไรทำนองนี้แหละ เพราะเป็นการเสนอชื่อทูลเกล้าฯ ถวาย ต้องละเอียดรอบคอบ
       
        ดังนั้น หากพิจารณาเพียงแค่บรรยากาศความขัดแย้ง และภาพที่ออกมาเป็นลบของบรรดาที่เรียกตัวเองว่า “สงฆ์” ก่อม็อบเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาจะสร้างความเสียหายและเกิดภาพเป็นลบแล้ว ล่าสุดหากมีเรื่องครอบครองรถยนต์โบราณผิดกฎหมายผสมโรงเข้ามาอีกมันก็ ต้องบอกว่าเส้นทางข้างหน้าต้อง “สะดุดกึก” คงไปต่อไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรทุกอย่างย่อมเป็นไปตามกรรมนั่นแหละ!!



ที่มา http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9590000017595



Tags:รถเบนซ์,เบรก, สมเด็จช่วง, หยุดกึก,เป็นไป,ตามกรรม!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 18, 2016, 10:29:00 AM โดย dogsman smile »

1 ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2016, 07:32:59 PM
แกะรอย “เบนซ์สมเด็จช่วง” ผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง






MGR Online - ตามรอยรถเบนซ์คลาสสิก ขม 99 ตามผังการสืบสวนของดีเอสไอ แจงความผิด ข้อพิรุธละเอียดยิบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การนำเข้า - จดประกอบ - เสียภาษี - จดทะเบียน ก่อนในที่สุดตกมาถึงมือของเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ
       
        จากกรณีเช้าวันนี้ (18 ก.พ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำโดย พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดแถลงข่าวถึงความคืบหน้าคดีตรวจสอบรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส เบนซ์ โบราณ เลขทะเบียน ขม 99 ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช โดยชี้ว่า ตามขั้นตอนปกติ รถจดประกอบต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายจำนวน 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ ขั้นตอนการนำเข้า, การจดประกอบรถ, การเสียภาษีสรรพสามิต และการจดทะเบียน ซึ่งรถเบนซ์คันนี้ก็เข้าข่ายการทำความผิดทั้ง 4 ขั้นตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต ทั้งยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานแจ้งความอันเป็นเท็จ ปลอมและใช้เอกสารปลอม






จากแผนผังที่ดีเอสไอนำมาแสดง ระบุว่า ใน กระบวนการนำเข้า จากสหรัฐอเมริกา และเข้าสู่เมืองไทย ที่ท่าเรือแหลมฉบัง โดยบริษัท ODD 89 Enterprises มีปัญหาตั้งแต่แรก เนื่องจากข้อมูลที่ปรากฏในใบ Invoice เลขที่ CGC-2010-08 ไม่ตรงกับข้อมูลของใบตราส่ง (B/L) เลขที่ OOLU1021025860 คือ รายการสินค้า จำนวนชนิดหีบห่อไม่ตรงกับตามใบตราส่งและรายละเอียดค่าระวางเรือ และรายละเอียดสินค้าตามที่ปรากฏในใบขนสินค้าเลขที่ A020 0-5310-05086 ก็ไม่ตรงกับข้อมูลที่ปรากฏในใบตราส่ง (B/L) เลขที่ OOLU1021025860 มีเพียงรายการที่ 3 ในใบขนสินค้าฯ ชนิดสินค้าที่สำแดงเป็น “แผ่นอะลูมิเนียมเก่าที่ใช้แล้ว” เท่านั้นที่ตรงกับใบตราส่ง นอกนั้นไม่มีรายการใดตรงเลย
       
        ทั้งนี้ รถจดประกอบนั้นโดยปกติจะเป็นการประกอบกันระหว่าง 3 ส่วน คือ โครงตัวถัง เครื่องยนต์ และส่วนควบอุปกรณ์ โดยเบนซ์ ทะเบียน ขม 99 นั้น สองส่วนแรกคือ โครงตัวถัง มูลค่า 120,000 บาท และเครื่องยนต์ มูลค่า 60,000 บาท นำเข้ามาและซื้อขายกัน ณ วันที่ 10 ก.พ. 2554 ส่วนควบอุปกรณ์มูลค่า 78,110 บาท แจ้งว่า ใช้ของ หจก.สายชลมอเตอร์ โดยทำการซื้อเมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2554 แต่เมื่อดีเอสไอตรวจสอบกลับพบว่า หจก.สายชลมอเตอร์ ไม่มีในสารบบ







จากนั้นในขั้นตอนของ การจดประกอบ ก็อ้างว่า จดประกอบที่ บจ.เอ็น.พี.การาจ ซึ่งเมื่อตรวจสอบที่ตั้งแล้วเป็นอู่ประกอบกิจการเคาะ พ่นสียานยนต์ ไม่มีการประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับการประกอบรถยนต์ขึ้นจากชิ้นส่วน อุปกรณ์รถเก่า ขณะที่เจ้าของกิจการก็ให้การว่าไม่เคยรับจดประกอบรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ ทะเบียน ขม 99 และไม่เคยเห็นรถยนต์คันนี้มาก่อน ส่วนเอกสารที่อ้างทั้งหมดนั้นถูกปลอมแปลงลายมือชื่อ
       
        นอกจากนี้ ยังมีการอ้างอีกว่า ในการจดประกอบนั้น ดำเนินการโดย หจก.เอช ที วาย ออโต้พาร์ท ซึ่งเจ้าของกิจการก็ยืนยันว่าถูกปลอมแปลงเอกสาร เพราะกิจการที่ทำนั้นเป็นโกดังเก็บสินค้า ได้เลิกกิจการมานานแล้ว และไม่มีการประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับการประกอบรถยนต์ขึ้นจากชิ้นส่วน อุปกรณ์รถเก่า ด้วยเหตุนี้จึงสรุปได้ว่ารถยนต์คันนี้ไม่ได้ผ่านกระบวนการด้านอุตสาหกรรม อย่างถูกต้อง และทุกอย่างใช้เอกสารอันเป็นเท็จทั้งสิ้น







ในขั้นตอนของ การเสียภาษีสรรพสามิต เอกสารที่ส่งไปยังกรมสรรพสามิตก็เป็นเอกสารปลอมทั้งหมด โดยระบุมูลค่าสินค้า 570,000 บาท อัตราภาษีร้อยละ 40 และมีการชำระภาษีมูลค่า 250,800 บาท แบ่งเป็นภาษีสรรพสามิต 228,000 บาท และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย 22,800 บาท อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอได้ตั้งข้อสังเกตว่า แบบรายการภาษีสรรพสามิตไม่มีการบันทึกข้อความลงในช่องรายการต่าง ๆ ทุกรายการ ที่ต้องบันทึกโดยเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตแต่อย่างใด
       
        ต่อมาในขั้นตอนของ การจดทะเบียน ได้มีการว่าจ้างนายสมนึกให้ดำเนินการ แต่เอกสารที่ไปขอจดทะเบียนกลับเป็นการกรอกเองทั้งหมด และมีการปลอมลายมือชื่อ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของวิศวกรได้รับอนุญาต วก.75 รับรองความมั่นคงแข็งแรงของรถยนต์ ในส่วนสำเนาบัตรใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมของผู้รับอนุญาต ไม่ปรากฏรายละเอียดใด ๆ บนบัตร และลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องแต่ละตำแหน่งก็ไม่เหมือนกัน
       
        ส่วนเอกสารที่มีลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ ถูกปลอมลายมือชื่อ XXXX ผู้รับมอบอำนาจทั้งสองฝ่ายให้การรับว่า เป็นผู้ลงลายมือชื่อแทน XXX ในหนังสือมอบอำนาจ ส่วนลายมือชื่อของสมเด็จฯ มีการลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจมาก่อนแล้ว
       
        “ตรงนี้ชัดเจนว่าใช้เอกสารปลอมเกือบทั้งหมด ได้พิสูจน์ทราบมาในเรื่องนี้แล้ว โดยเฉพาะคนจดทะเบียนมาบอกเลยว่า ได้รับเอกสารมาจากคนที่ไปเสียสรรพสามิต ก็ใช้เอกสารปลอมไปเสีย หลังจากใช้เอกสารปลอมไปเสีย ก็เอาเอกสารปลอมมากรอกข้อความ เซ็นชื่อเอง ขอจดทะเบียน” ดีเอสไอชี้แจงความผิดปกติในขั้นตอนทั้งหมดของการจดทะเบียนรถเบนซ์ ขม 99 ซึ่งสุดท้ายอยู่ในชื่อการครอบครองของ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ!!!








ที่มา http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9590000017924
 

 



ศูนย์กลางสถิติ

ศูนย์กลางสถิติ หัวข้อใหม่ที่ยังไม่ได้อ่าน มีใครบ้างที่ออนไลน์

จดหมายและข่าว

ส่งข้อความ

เมนู

หน้าแรก ลงประกาศ โฆษณาฟรี (ซื้อ-ขาย) สมัครสมาชิกฟรี-ลงทะเบียน


ติดต่อ admin email:winchaiyo@hotmail.co.th Tel 081-264-1910 facebook:dogsman smile

[[กลับขึ้นข้างบน]]