สมเด็จช่วง ดันทุรังไปต่อไม่ไหว-มันจบแล้วนาย !!
 หน้าแรก  เข้าสู่ระบบ    สมัครสมาชิก      
ลงประกาศฟรี  |  

 
Column Update!
ชื่นชม'พ่อพระตัวจริง...
ชื่นชม'พ่อพระตัวจริง'อุปการะเด็กมีปัญหาเป็นสามเณ...
ตะลึง! บุกค้นศูนย์เถ...
ลำปาง - เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง พร้อมป่าไม้ ทหาร ตำรวจ บุก...
ดีเอสไอ ขอหมายจับ ธั...
MGR Online - ดีเอสไอ ยื่นคำร้องศาลอาญา ขอหมายจับ “ธัมมชโ...
พระไพศาล วิสาโล ม็อบ...
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กระเทาะสมณสารูป ‘ม็อบพระ’ ผ่านสัมภ...
รถเบนซ์เบรก สมเด็จช่...
เมืองไทย 360 องศา           &nb...
พุทธอิสระ เดินหน้าแจ...
นครปฐม - "หลวงปู่พุทธอิสระ" นำเอกสารเข้าแจ้งคว...
ธัมมชโย ศิษย์ข้าใครอ...
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไ...
หลวงพ่อจรัญ พระดีในใ...
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -การละสังขารของ “พระธรรมสิงหบุราจารย...
พาหลงนิพพาน? อู้ฟู่ ...
เป็นวัดที่สังคมกำลังให้ความสนใจ สำหรับ "วัดปากน้ำภา...
หน้าแรก » ศีล สมาธิ ปัญญา
เมื่อ: มีนาคม 09, 2016, 09:47:34 AM
740 view | 0 comment
Bookmark and Share



เมืองไทย 360 องศา
       
        นาทีนี้หากพูดว่าเส้นทางข้างหน้าสำหรับ “สมเด็จช่วง” สมเด็จพระมารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผุ้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช หยุดกึกลงอย่างสิ้นเชิงแล้วก็ได้ หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อย เคยย้ำว่าจะยังไม่เสนอแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ตราบใดที่ยังมีความขัดแย้งกันอยู่ เนื่องจากเป็นการไม่บังควร
       
        แม้ว่าในช่วงนั้นจะยังไม่ชัดนัก เพราะฝ่ายสมเด็จช่วง ยังกดดันหนัก มีความพยายามก่อม็อบที่นำโดย พระมหาธรรมาจารย์ หรือที่รู้จักกันในนามของ “เจ้าคุณประสาร” หรืออดีต “ประสาน หนองพร้าว” ที่เป็นหัวขบวนก่อม็อบ “โล้นห่มเหลือง” ร่วมกับฆราวาสอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อกดดันให้รีบเสนอชื่อแต่งตั้ง “สมเด็จช่วง” ขึ้นเป็นประมุขสงฆ์โดยเร็ว แต่กลายเป็นว่าการก่อม็อบคราวนั้นผลออกมาเป็นตรงกันข้าม เพราะกลายเป็นตัวเร่งทำให้ เส้นทางของ สมเด็จช่วง จบเห่ลงทันที
       
        ภาพความไม่งาม ความไม่เหมาะสม กลายเป็นว่าเป็น “กิจที่ไม่เกี่ยวกับสงฆ์” กลายเป็นว่า ทั้ง “หัวหน้าม็อบ” คนที่มาร่วมก่อม็อบไปจนถึงคนที่นั่งลุ้นอยู่หลังฉากว่าพลังของม็อบที่มีการ ลงทุนลงแรงวางแผนกันมาอย่างดีจะทำให้ตัวเองได้นั่งตำแหน่งสำคัญ ทุกอย่างกลับพลิกตาลปัตร เพราะสังคมในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะในโลกโซเชียลฯมีการเปิดโปงแฉหลักฐานกันออก ไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวบ้านยิ่งรู้เบื้องลึกหนาบาง ลุกลามถึงขั้นกระทบไปถึงกิจการของวัดพระธรรมกาย และ ธัมมชโย ที่กำลังลุ้นอยู่ว่าจะต้องคดี “รับของโจร” จากกรณีรับเช็กจากผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงสหกรณ์เครดิตยูเนียน คลองจั่นมูลค่ากว่าเจ็ดร้อยล้านบาทหรือไม่อีกด้วย
       
        ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาสำคัญนั้นปรากฏว่าทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยุคใหม่ ได้สรุปผลการตรวจสอบรถเบนซ์โบราณ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ในชื่อครอบครองของ สมเด็จช่วงว่ามีการกระทำผิดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การนำเข้า การจดประกอบ การเสียภาษี และยังรวมไปถึงการปลอมแปลงเอกสารทางราชการ
       
        ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมา ทาง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีดีพิเศษ ได้ระบุว่า เตรียมเชิญสมเด็จมาให้ปากคำกรณีการครอบครองรถดังกล่าวโดยมิชอบภายในสัปดาห์ แล้ว นั่นหมายความว่า คดีอาญาก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แม้ว่าจะมีความพยายามเบี่ยงเบนทำให้เป็นเรื่องว่า “ตัวเองถูกหลอก” ถูกหลอกขายรถยนต์ที่ผิดกฎหมาย โดยที่ตัวเองไม่รู้เรื่องและต้องกลายเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่ผู้ต้องหา และกำลังนำรถไปคืนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทำนองว่า เมื่อเอารถไปคืนแล้วทุกอย่างก็จบ ไม่มีความผิด ซึ่งมาแบบเดียวกันกับกรณีของ ธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่เคยถูกดำเนินคดีฐานยักยอกที่ดินวัด ต่อมาก็นำไปคืน จนมีการถอนฟ้อง คดีก็ยุติ หรือแม้แต่ล่าสุดเรื่องเงินบริจาคของผู้ต้องหาเมื่อนำเงินไปคืนแล้วอ้างว่า จบเรื่องกันแล้ว
       
        กรณีของรถเบนซ์โบราณ ของสมเด็จช่วงก็เช่นเดียวกัน มีความพยายามอ้างว่าตัวเองไม่รู้เรื่องมาตั้งแต่ต้น แต่เป็นเรื่องของลูกศิษย์ที่นำรถมาบริจาค หรือบริษัทที่ขายรถให้ทำผิดกฎหมาย และเมื่อนำรถไปคืนดีเอสไอแล้วถือว่าตัวเองไม่เกี่ยว
       
        อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากคำพูดของ ทั้งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่กำลังเดินหน้าตรวจสอบความถูกต้องอย่างเต็มที่ นอกจากกรณีของดีเอสไอที่กำลังเชิญให้ สมเด็จช่วงมาให้ปากคำในสัปดาห์หน้าแล้ว ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงกรมศุลกากรของกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้ตรวจสอบในเรื่องการนำเข้าและการเสียภาษีว่าถูกต้องหรือไม่ และเกี่ยวข้องกับใครบ้าง งานนี้ถึงได้บอกว่ามีหนาว
       
        ที่สำคัญ จากคำพูดของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกว่า กระบวนการตรวจสอบคาดว่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 เดือน นั่นก็หมายความว่า ภายในช่วงเวลาดังกล่าว สมเด็จช่วง ก็ “ติดแหง็ก” ไปไหนไม่ได้ อย่าว่าแต่เรื่องจะได้รับการเสนอชื่อเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่หรือไม่ เลย เพราะไม่ต้องพูดถึงแล้ว ในตอนนี้ขอเพียงเอาตัวให้รอดจากคดีอาญาเรื่องครอบครองรถก่อนก็ถือว่าโชคดี แล้ว
       
        แม้ว่าล่าสุดยังมีการเคลื่อนไหวแบบเดิมนั่นคือ การก่อม็อบกดดันโดย พระเมธีธรรมาจารย์ เจ้าเก่า ออกมากดดันให้เสนอชื่อ สมเด็จช่วง ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่อีกรอบ และล่าชื่อถอดถอนผู้ตรวจการแผ่นดิน หลังจากผู้ตรวจการแผ่นดินออกมาระบุว่ามติของเถระสมาคม ทำผิดขั้นตอน แต่อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวดังกล่าวก็ทำไม่ได้ เนื่องจากถูกขัดขวางจากตำรวจ และทุกอย่างก็เงียบเสียงลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพลังในการกดดันเริ่มเสื่อมถอยลงไปเรื่อย ๆ
       
        ดังนั้น นาทีนี้ถ้ากล่าวย้ำกันอีกทีสำหรับเส้นทางข้างหน้าของ “สมเด็จช่วง” หรือสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่นั้นน่าจะจบสิ้นลง แล้ว เพราะในความเป็นจริงจากสิ่งที่เป็นอยู่ ก็คือ ลุ้นอยู่ว่าจะถูกดำเนินคดีอาญาหรือไม่จากกรณีครอบครองรถโบราณโดยมิชอบ ซึ่งกระบวนการตรวจสอบต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบเดือน ทำให้ความเป็นจริงแล้วคงเป็นไม่ได้ที่พระสงฆ์ที่มีประวัติด่างพร้อยแบบนี้ จะถูกเสนอชื่อขึ้นเป็นประมุขสงฆ์ ทุกอย่างจึงจบเห่ เหมือนกับที่พูดว่า “มันจบแล้วนาย” !!




ที่มา http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9590000024785


Tags: สมเด็จช่วง, ดันทุรัง,ไปต่อไม่ไหว,มันจบแล้วนาย !!

ยังไม่มีความคิดเห็น

 



ศูนย์กลางสถิติ

ศูนย์กลางสถิติ หัวข้อใหม่ที่ยังไม่ได้อ่าน มีใครบ้างที่ออนไลน์

จดหมายและข่าว

ส่งข้อความ

เมนู

หน้าแรก ลงประกาศ โฆษณาฟรี (ซื้อ-ขาย) สมัครสมาชิกฟรี-ลงทะเบียน


ติดต่อ admin email:winchaiyo@hotmail.co.th Tel 081-264-1910 facebook:dogsman smile

[[กลับขึ้นข้างบน]]